Home > ข่าวกีฬา > เจาะปัจจัยทำไม ลิเวอร์พูล ถึงยังมีแววได้แชมป์สูง

เจาะปัจจัยทำไม ลิเวอร์พูล ถึงยังมีแววได้แชมป์สูง

หลังจากที่จบเกมในลีกนัดที่ 16 ของฤดูกาล ที่ชนะ บอร์นมัธ 4-0 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมาแล้วนั้น ลิเวอร์พูล ก็ครองตำแหน่งจ่าฝูงมาโดยตลอดเมื่อนับแบบโปรแกรมต่อโปรแกรม (หมายถึงไม่นับรวมในช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงเล่นมากกว่าพวกเขา 1 เกม) ซึ่งนั่นทำให้เหล่า “เดอะ ค็อป” ก็เชื่อว่านี่เป็นโอกาสทองที่ทีมรักของพวกเขาจะได้แชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ ลิเวอร์พูล ต้องหล่นมาอยู่ที่อันดับ 2 ของตารางคะแนน ด้วยผลงาน 70 คะแนน จากการลงเล่น 29 นัด ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 1 คะแนน ซึ่งสาเหตุมันเนื่องมาจากเป็นเพราะพวกเขาผลงานตกลงอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2019 หลังจากเก็บชัยชนะในลีกได้เพียง 4 เกม จากทั้งหมด 9 นัด

เรื่องดังกล่าวทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล บางส่วนเกิดอาการเซ็งกันมากๆ และคิดว่าพวกเขาอาจต้องทนเห็นทีมอื่นเป็นแชมป์ลีกไปอีก 1 ปี อย่างไรก็ตามนั้น อันที่จริงแล้วมันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่สื่อได้ว่า “หงส์แดง” ยังมีโอกาสอยู่ดีที่จะได้แชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ และไม่ควรตื่นตระหนกกับฟอร์มในช่วงที่ผ่านมานี้เหมือนกัน

– เกมรับยังแข็งแกร่ง

แน่นอนว่าตอนนี้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล กำลังทำผลงานได้น่าผิดหวังต้องบอกว่าค่อนข้างมาก เพราะพวกเขาทำประตูได้เพียง 2 เกมจากการลงเล่น 5 นัดหลังสุดในทุกรายการ ซึ่งต่างจากกับก่อนหน้านี้อย่างโดยสิ้นเชิง โดยก่อนหน้าที่จะเจ๊ากับ บาเยิร์น มิวนิค แบบไร้สกอร์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น พวกเขาก็ทำประตูได้ถึง 18 นัดติดต่อกันในทุกรายการ

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เกมรุกเป็นเหมือนเครื่องยนต์ที่หมดน้ำมัน แต่เกมรับของพวกเขายังเป็นเหมือนกำแพงเหล็กเหมือนเดิม โดย ลิเวอร์พูล ไม่เสียประตูมา 6 นัดติดต่อกันในทุกรายการแล้ว ส่วนหนสุดท้ายที่ อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนต้องก้มลงไปเก็บบอลในตาข่ายนั้น เกิดขึ้นในเกมที่ “หงส์แดง” เสมอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ผลงานเกมรับที่โดดเด่นอย่างนี้เกิดขึ้นทั้งที่ โจ โกเมซ คู่หูตัวหลักในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มีอาการบาดเจ็บจนไม่ได้ลงช่วยทีมด้วย ซึ่งถ้าเกิด โกเมซ กลับมาและทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม มันก็น่าจะทำให้ ลิเวอร์พูล เสียประตูยากขึ้นไปอีก

– โปรแกรมไม่หนัก

เกมลีก 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018-19 นั้น ลิเวอร์พูล จะได้เล่นใน แอนฟิลด์ 5 นัด ซึ่งแน่นอนว่าเกมในบ้านถือเป็นการสร้างความได้เปรียบให้ทีมเจ้าถิ่นเป็นอย่างมาก และทำให้เจ้าบ้านมีโอกาสเก็บชัยชนะได้แบบไม่ยากเย็น

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ ลิเวอร์พูล จะยังต้องเจอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ เชลซี ในลีกอยู่ แต่ทั้ง 2 เกมที่ว่านั้นก็จะเล่นกันที่ แอนฟิลด์ ด้วย นั่นหมายความว่าทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีโอกาสได้ 3 แต้มในการเจอกับทีมใหญ่แบบสบายๆ

ในทางกลับกัน แม้ว่า แมนฯ ซิตี้ จะเหลือโปรแกรมเจอกับทีมใหญ่ในลีก 2 นัดเท่ากัน แต่หนึ่งในนั้นคือการไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังฟอร์มฮอตสุดขีดด้วย นั่นหมายความว่า “เรือใบสีฟ้า” อาจจะทำแต้มหล่นในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ จนทำให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสดีที่จะได้แชมป์มาครองก็ได้

– ผลดีจากการการกลับมาฟิตเต็มที่ของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

ในเกมลีกที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 และเจ๊ากับ เอฟเวอร์ตัน ด้วยสกอร์เดียวกันนั้น ไม่มีนัดไหนเลยที่ ฟีร์มีโน่ ได้ลงเล่นครบ 90 นาที เพราะเขาเจ็บข้อเท้าในเกม “แดงเดือด” จนโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 31 ส่วนนัด เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เขาก็ไม่ฟิตดีจนต้องรอถึงช่วง 27 นาทีสุดท้าย กว่าที่จะถูกเปลี่ยนลงสนาม

แน่นอน ฟีร์มีโน่ ไม่ได้เป็นกองหน้าคุณภาพระดับ 5 ดาวเหมือนทีมอื่นๆ แต่เขาถือเป็นหัวหอกตัวเป้าที่เก่งที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ และเจ้าตัวก็น่าจะช่วยทำประตูให้ทีมได้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับกองหน้าตามธรรมชาติคนอื่นๆ อย่าง แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และ ดิว็อค โอริกี้

นอกจากนี้ การกลับมายืนเป็นกองหน้าตัวเป้าของ ฟีร์มีโน่ ก็จะทำให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ กลับมายืนเป็นปีกได้อย่างเต็มตัวด้วย ถึงแม้ทั้งสองคนจะโยกไปเป็นหัวหอกตัวเป้าได้ แต่ยังไงซะพวกเขาก็จะโชว์ศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาได้กับการยืนเป็นตัวริมเส้นอยู่ดี ซึ่งถ้าทั้งคู่กลับมาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องแล้วล่ะก็ มันก็มีโอกาสน้อยมากที่ ลิเวอร์พูล จะทำแต้มหล่นในช่วงที่เหลือ

You may also like...